
การใช้ประโยชน์จากหลอด UV ที่มีสารปรอทให้ได้มากที่สุด
มาดูกันว่าหลอด UV ที่มีสารปรอทนี้ทำงานอย่างไรกันแน่ โดยพื้นฐานแล้ว มันก็ค่อนข้างเรียบง่ายนั่นเอง นั่นคือ มีการเกิดประจุไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าสองขั้วภายในท่อควอตซ์ที่มีไอปรอทอยู่ ซึ่งจะก่อให้เกิดแสง UV ความเข้มสูง แสงนี้จะไปกระทบกับหมึก ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมี และเปลี่ยนหมึกที่เป็นของเหลวให้กลายเป็นฟิล์มแข็งได้อย่างรวดเร็ว
นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้การพิมพ์บนผ้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว
การหาค่าที่เหมาะสม
หลอด UV เหล่านี้ไม่ได้ปล่อยแสงในช่วงความยาวคลื่นเดียวเท่านั้น แต่มันปล่อยแสงในช่วงความยาวคลื่นหลายช่วง โดยมีความเข้มสูงสุดอยู่ที่ 254 นาโนเมตร, 313 นาโนเมตร และ 365 นาโนเมตร แต่ละช่วงความยาวคลื่นจะสามารถทำลายหมึกได้ในระดับความลึกที่แตกต่างกันไป
เคล็ดลับก็คือการหาค่ากำลังไฟฟ้าและแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสม คุณต้องมีพลังงานเพียงพอเพื่อให้หมึกแห้ง แต่ก็ไม่ควรมากเกินไปจนทำให้ผ้าเสียหาย มันเป็นเรื่องของการหาจุดสมดุล หากคุณเพิ่มกำลังไฟฟ้าเพื่อเร่งกระบวนการพิมพ์ ก็อาจทำให้ผ้าเสียหายได้ ในทางกลับกัน หากเครื่องส่งผ้าเคลื่อนที่เร็วเกินไปสำหรับหลอด UV ก็จะทำให้หมึกไม่แห้งเท่าที่ควร
การรับมือกับความร้อน
เราใช้ควอตซ์บริสุทธิ์สูงในการทำท่อหลอด เพราะมันจะช่วยให้แสง UV ผ่านเข้ามาได้โดยไม่ถูกดูดซับไป นอกจากนี้ มันยังสามารถรับมือกับความร้อนสูงที่เกิดจากประจุไฟฟ้าได้อีกด้วย
แต่ปัญหาก็คือ ท่อหลอดเหล่านี้จะถูกทำลายได้ง่าย เพราะการร้อนและเย็นซ้ำๆ อาจทำให้แก้วแตกได้ ดังนั้น ควรให้เวลาในการอุ่นตัวของท่อหลอดก่อนใช้งาน อย่าเปิดหลอดทันทีเลย
และใช่ หลอด UV เหล่านี้ก็มีความร้อนสูงมาก พลังงานส่วนใหญ่จะแปลงเป็นความร้อนในช่วงอินฟราเรด ดังนั้น เราแนะนำให้ใช้ตัวสะท้อนแสงเพื่อส่งแสง UV กลับมายังผ้าอีกครั้ง และควรมีระบบระบายความร้อนที่ดีด้วย เพื่อให้อุณหภูมิของพื้นผิวหลอดอยู่ในระดับที่เหมาะสม
การติดตั้งและการบำรุงรักษา
หลอด UV เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้แทนหลอด UV เดิมได้โดยตรง แต่เมื่อติดตั้ง ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงดันไฟฟ้าของบัลสต์ตรงกับแรงดันไฟฟ้าของหลอดด้วย หากไม่ตรงกัน หลอดก็จะเสียหายเร็วขึ้น
ส่วนเวลาที่ควรเปลี่ยนหลอดนั้น ก็คือเมื่อความเข้มของแสง UV ลดลงต่ำกว่าที่หมึกต้องการ นั่นก็คือเวลาที่ต้องเปลี่ยนหลอดใหม่แล้ว